บทความ
ก่อนจะเริ่มสร้างบ้าน คนส่วนใหญ่มักหมดเวลาไปกับการเลือกแบบบ้าน ดูสีกระเบื้อง ลายเคาน์เตอร์ครัว หรือจัดแปลนห้องนั่งเล่น ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะมันคือส่วนที่เราเห็นและใช้งานทุกวัน แต่เชื่อมั้ยครับว่า สิ่งที่จะตัดสินว่าบ้านเราจะอยู่รอดปลอดภัย ไม่แตกร้าว ไม่เอียงกะเท่เร่ไปอีกหลายสิบปี ดันเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นเลย นั่นคือ "ดินใต้บ้าน"
เวลาไปเดินดูที่ดิน เรามักเห็นผิวดินแห้ง ๆ แน่น ๆ หญ้าขึ้นเขียว ก็เผลอคิดว่าดินมันแข็งพอจะรับน้ำหนักบ้านได้แล้ว แต่จริง ๆ ผิวดินที่เราเหยียบอยู่ มันบางเหมือนผิวเปลือกไข่เมื่อเทียบกับความลึกทั้งหมดใต้ดิน
ลองนึกภาพเวลาเราไปปักร่มกันแดดที่ชายหาด
ถ้าเราแค่เสียบด้ามร่มลงไปตื้น ๆ พอให้ทรายกลบมิด พอลมพัดมาวูบเดียว ร่มก็เอียงล้มแล้ว เพราะทรายแห้งข้างบนมันร่วน ไม่มีแรงยึดอะไรเลย แต่ถ้าเราออกแรงกดด้ามร่มลึกลงไปเรื่อย ๆ จนปลายด้ามแทงทะลุลงไปเจอชั้นทรายเปียกแน่นๆ ข้างใต้ คราวนี้ด้ามร่มจะถูกล็อกไว้สนิท ลมพัดแรงแค่ไหนร่มก็ไม่ล้ม
ดินที่อยู่ใต้บ้านเราก็ซ้อนกันเป็นชั้นๆ เหมือนกันเป๊ะครับ ชั้นบนสุดอาจเป็นดินถมใหม่ ถัดลงไปมักเป็นดินเหนียวอ่อนนิ่มๆ เละเหมือนยาสีฟัน แล้วลึกลงไปอีกพอสมควร ถึงจะเริ่มเจอชั้นทรายแน่นหรือดินดานแข็งๆ ที่พร้อมแบกน้ำหนักบ้านทั้งหลัง
การตอกเสาเข็ม ก็คือการส่งด้ามร่มลงไปหาชั้นดินแข็งนี่แหละครับ ถ้าเราไม่รู้ว่าชั้นดินแข็งอยู่ลึกกี่เมตร แล้วกะเอาเอง ปลายเสาเข็มก็อาจไปหยุดลอยอยู่กลางชั้นดินเหนียวนิ่มๆ พอสร้างบ้านเสร็จ น้ำหนักบ้านกดทับลงมาทุกวัน เสาเข็มก็ค่อย ๆ จมลงไปเรื่อย ๆ ตามสภาพดิน
หลายคนชอบถามว่า "ถ้าข้างบ้านตอกเข็ม 18 เมตร เราก็ตอก 18 เมตรตามเขาเลยไม่ได้เหรอ จะได้ไม่ต้องเสียเงินค่าเจาะสำรวจดิน?"
คำตอบสั้นๆ คือ เสี่ยงมากครับ เพราะใต้ดินไม่ใช่พื้นคอนกรีตเรียบๆ ที่ระดับจะเท่ากันตลอด มันอาจเคยเป็นร่องน้ำโบราณ แอ่งโคลน หรือชั้นดินอาจลาดเอียงอยู่ข้างใต้ ห่างกันแค่สิบกว่าเมตร ระดับดินแข็งอาจต่างกันได้หลายเมตรเลย ถ้าเราเดาแล้วตอกเข็มสั้นไป ปลายเข็มไม่ถึงดินแข็ง บ้านก็จะทรุดตัวไม่เท่ากัน ผนังเริ่มแตกร้าวเป็นเส้นทแยง ประตูหน้าต่างฝืดจนปิดไม่ลง ท่อประปาใต้บ้านฉีกขาด ซึ่งค่าแก้ปัญหาพวกนี้บานปลายหลักแสนหลักล้านทั้งนั้น แต่ถ้าเผื่อมากไป สั่งเข็มมายาวเกินจนตอกไม่ลง ก็ต้องเสียเงินตัดหัวเข็มทิ้ง เสียเงินฟรีไปอีก
ลองดูตัวเลขเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด ๆ ครับ:
ปกติค่าเจาะสำรวจดินสำหรับสร้างบ้านพักอาศัย 1–2 หลุม อยู่ที่ราวๆ 12,000 – 18,000 บาท เท่านั้น
แต่ถ้าเรา "เดา" แล้วแจ็กพอตตอกเข็มสั้นเกินไปจนบ้านทรุด:
◦ ค่ากดเสาเข็มไมโครไพล์เสริมฐานรากใหม่ จุดละประมาณ 25,000 – 35,000 บาท บ้านหลังหนึ่งต้องเสริมไม่ต่ำกว่า 8–10 จุด โดนไปแล้วราวๆ 250,000 – 350,000 บาท
◦ ถ้าทรุดเอียงจนต้องดีดปรับระดับบ้าน มีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 150,000 – 250,000 บาท
◦ รวมค่าซ่อมผนังร้าว ซ่อมงานระบบท่อประปาใต้บ้านที่หัก เบ็ดเสร็จค่าเสียหายพุ่งไปแตะ 400,000 – 700,000 บาท
หรือในมุมกลับกัน ถ้าสั่งเข็มยาวเผื่อไว้ 22 เมตร แต่ตอกจริงได้แค่ 16 เมตรเพราะเจอดินแข็งก่อน:
◦ เสียเงินค่าเนื้อเสาเข็มส่วนเกินที่สั่งมาทิ้งฟรีๆ ต้นละหลายพันบาท
◦ ต้องจ่ายค่าแรงสกัดตัดหัวเข็มทิ้งอีกต้นละ 300 – 500 บาท
◦ รวมบ้านทั้งหลังมีเข็ม 20–30 ต้น เสียเงินทิ้งเปล่าๆ ไปอีกราว 30,000 – 50,000 บาท โดยใช่เหตุ
วิธีเดียวที่จะรู้ความจริงใต้ดินแบบไม่ต้องเดา
คือการ เจาะสำรวจดิน (Soil Boring Test) ให้วิศวกรส่งกระบอกเจาะลงไปเก็บตัวอย่างดินและวัดค่าความแน่นในแต่ละช่วงความลึก ตามมาตรฐานของกรมโยธาธิการและผังเมือง แล้วสรุปออกมาเป็น รายงานบันทึกชั้นดิน หรือ Boring Log
ในรายงานนี้จะบอกหมดเลยว่า ดินนิ่มหนากี่เมตร ดินแข็งเริ่มที่ความลึกเท่าไร น้ำใต้ดินอยู่ตรงไหน ทำให้วิศวกรเลือกขนาดและความยาวเสาเข็มได้เป๊ะพอดี ไม่สั้นไปจนบ้านทรุด และไม่ยาวเกินไปจนเปลืองงบ
งานฐานรากเป็นส่วนเดียวของบ้านที่ทำเสร็จแล้วเอาดินกลบ เราจะกลับไปแก้อะไรไม่ได้อีกเลย การยอมเสียเวลาสำรวจดินให้รู้ความลึกที่แท้จริงตั้งแต่แรก คือการซื้อความสบายใจที่คุ้มที่สุดของการสร้างบ้านแล้วครับ
ถ้าใครกำลังวางแผนจะสร้างบ้าน แล้วยังลังเลเรื่องการดูที่ดิน สภาพดิน หรืออยากคุยเรื่องโครงสร้างและงบประมาณแบบตรงไปตรงมา
ลองแวะเข้ามาคุยกับทีมวิศวกรและสถาปนิกที่ แอ็ดไมร คอนสตรัคชั่น (Admire Construction) หรือ Add Line: @admirecons ได้ครับ เราเน้นสร้างบ้านตามมาตรฐานวิศวกรรมจริงตั้งแต่ชั้นดินขึ้นไป เพื่อให้บ้านอยู่สบายและมั่นคงตั้งแต่วันแรกจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
